เดือน ก.ค เตรียมเที่ยว รัฐแจกเงิน “แจกเงินเที่ยว” กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศ

เตรียมรอฟังข่าวดี เปิด 2 มาตรการ “แจกเงินเที่ยว” หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่ ททท. เตรียมหารือสรุปทั้งหมดกับคลังอีกครั้งในวันที่ 4 มิ.ย. 2563

ล่าสุด นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า หลัง ททท.หารือกับกระทรวงการคลังได้ข้อสรุป 2 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ 4 เดือน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2563 โดยเตรียมนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้านี้

สำหรับ 2 แพ็กเกจ สำหรับกระตุ้นการท่องเที่ยว มีดังนี้

  • แพ็กเกจ “กำลังใจ”

เพื่อตอบแทนบุคลากรที่ปฏิบัติงานแนวหน้าในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 1,200,000 คน โดยสนับสนุนงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน (3 วัน 2 คืน) โดยผ่านบริษัทนำเที่ยวในประเทศ

  • “เที่ยวปันสุข”

บัตรกำนัลดิจิทัลสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศ ต้องเป็นการเดินทางข้ามจังหวัด สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 4,000,000 คน โดยเปิดลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ ซื้อบัตรกำนัลสำหรับเป็นค่าห้องพักแล้วเมื่อประชาชนนำบัตรกำนัลดังกล่าวไปเช็กอินห้องพัก ทางรัฐบาลจะโอนเงินคืนให้กับประชาชน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้จ่ายในโรงแรม เช่น ห้องพัก ห้องอาหาร สปา และ ร้านขายสินค้าที่ระลึกต่อไป

ทั้งนี้ รายละเอียดของวงเงินยังไม่ได้ข้อสรุป โดยแพ็กเกจแรกคือแพ็กเกจฟรีเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งวงเงินจะเป็นเท่าไรยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน ส่วนแพ็กเกจที่สอง ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะจ่ายเงินให้ทีเดียวประมาณ 2,000 บาท หรือ 3,000 บาทต่อคน หรือวงเงินรวมประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือ 12,000 ล้านบาท

ทางด้าน นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 มิ.ย.63 สศค.จะหารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถึงมาตรการกระตุ้นและดูแลการท่องเที่ยว คาดว่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์นี้ เพื่อเสนอไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากมาตรการที่ออกมาจะต้องใช้งบประมาณในส่วนของการฟื้นฟู จำนวน 400,000 ล้านบาท

จากนั้น จะรีบเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้นำมาใช้ทันในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป หรือในช่วงตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นไป เนื่องจากมีข่าวออกมาว่าเดือน ก.ค. จะมีวันหยุดยาวซึ่งเป็นการหยุดทดแทนวันสงกรานต์ในเดือน เม.ย.นี้ ดังนั้นจึงอยากให้มาตรการออกมาในช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับทั้ง 2 หน่วยงานกำลังทำการบ้านว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนกรณีข่าวที่ภาคเอกชนจะเสนอให้แจกเงินคนละ 2,000-3,000 บาท จำนวน 10 ล้านคน เพื่อนำไปท่องเที่ยวนั้น เรื่องนี้หน่วยงานที่รู้เรื่องดีสุดว่าเอกชนต้องการอะไร และควรจะดูแลท่องเที่ยวอย่างไร คือ ททท. ส่วนกระทรวงการคลังพร้อมพิจารณาเรื่องนี้ เพราะเรื่องเงินแจกไม่ใช่ปัญหา แต่มาตรการที่ออกมาต้องเป็นมาตรการที่ดีตรงจุด และต้องดึงให้คนไทยเที่ยวไทยมากที่สุด.

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า หลัง ททท.หารือกับกระทรวงการคลังได้ข้อสรุป 2 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ 4 เดือน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2563 โดยเตรียมนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้านี้

สำหรับ 2 แพ็กเกจ สำหรับกระตุ้นการท่องเที่ยวมีดังนี้คือ

1.แพคเก็จ “กำลังใจ” เพื่อตอบแทนบุคลากรที่ปฏิบัติงานแนวหน้าในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ ระบาดของเชื้อโควิด-19 เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 1,200,000 คน โดยสนับสนุนงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน (3 วัน 2 คืน) โดยผ่านบริษัทนำเที่ยวในประเทศ

2. “เที่ยวปันสุข” บัตรกำนัลดิจิทัลสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศ ต้องเป็นการเดินทางข้ามจังหวัด สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 4,000,000 คน โดยเปิดลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ ซื้อบัตรกำนัลสำหรับเป็นค่าห้องพักแล้วเมื่อประชาชนนำบัตรกำนัลดังกล่าวไปเช็คอินห้องพัก ทางรัฐบาลจะโอนเงินคืนให้กับประชาชน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้จ่ายในโรงแรม เช่น ห้องพัก ห้องอาหาร สปา และ ร้านขายสินค้าที่ระลึกต่อไป อย่างไรก็ตามรายละเอียดของวงเงินยังไม่ได้ข้อสรุป โดยแพ็กเกจแรกคือแพ็กเกจฟรีเพื่อบุคคลการทางการแพทย์ ซึ่งวงเงินจะเป็นเท่าไหร่ยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน ส่วนแพ็กเกจที่สอง ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะจ่ายเงินให้ทีเดียวประมาณ 2,000 บาท หรือ 3,000 บาทต่อคน หรือวงเงินรวมประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือ 12,000 ล้านบาท.

You may also like...